กรี๊ด radio foundation มีไปสัมภาษรายการวิทยุด้วยอะ เดี๋ยวนี้ชักดังแล้วนะเนี้ย โลคุงที่รัก
วันที่ 20 เดือน 2
26:00~26:30
TOKYO FM(80.0MHz)
แต่ว่าก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่อยากให้ดังมากเกินไปยังไงไม่รู้ กลัวห่างเหินงะ
วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552
Live Update
Radio Foundation
3月15日(日)
ONEMAN LIVE ESCAPE
at
渋谷CLUB QUATTRO
OPEN17:00
START18:00
TICKET: adv2800
3月15日(日)
ONEMAN LIVE ESCAPE
at
渋谷CLUB QUATTRO
OPEN17:00
START18:00
TICKET: adv2800
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2552
30 Mar 2008 Kyoto
30 มีนาคม 2008 เกียวโต
วันนี้ไปเกียวโต นั่งจากสถานี Shin Immamiya ไปสถานี Osaka ต่อสาย Jr Kyoto Line เพื่อไปเกียวโตลงสถานีเกียวโต วันนี้อากาศหนาวมากเลย มีฝนตกพลัมๆ ด้วยไปถึงก็ไปซื้อตั๋วรถบัสตั๋ววัน วันละ 500 เยน ขอแผนที่รถบัสเค้ามาด้วย ที่นี่โดยมากต้องเที่ยวด้วยรถบัส เริ่มที่แรกไป ปราสาทนิโจ นั่งรถสาย.....ถ้าจำไม่ผิด สาย 9 มั้ง จริง ที่สถานีเกียวโต ตรงท่ารถเค้าจะเขียนไว้เลยว่าสายนี้ไปวัดไหนบ้าง ถ้าไม่แน่ใจถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ก็ได้เค้าบอกให้ ค่าเข้าปราสาท 600 เยน
ปราสาทนิโจ โอดะ โนบุนางะ สั้งให้สร้างในปี 1569 แต่เสร็จในยุคโทกุงานวะ อิเอยะสุ ขึ้นครองอำนาจต่อ ชอบที่ปราสาทนิโจมาเลยเพราะ ข้างในยังคงสภาพเก่าไว้ให้เห็น ข้างในห้องต่างๆ มีลวดลายวาดต่างๆ สวยงาม มีทั้งเป็นห้องรูปมังกร รูปพยัคฆ์ปิดทอง สวยงามมัก ปราสาททำด้วยไม้ บริเวณแรกๆ ทีเดินไปถึง พื้นห้องจะมีเสียงเอี๊ยๆ ไม่ว่าจะพยายามเดินเบาเท่าไหร่ก็มีเสียงเพื่อให้คนในปราสาทรู้ว่ามี คนมา ห้องต่างๆ นั้น ห้องที่สำคัญจะมีหุ่นขี้ผึ้งจัดแสดงเช่นห้องว่าการ ก็มีตำแหน่ง โชกุน ตำแหน่งผู้ว่าการต่างๆ ท่านโชกุนจะนั่งห่างกับผู้ เข้าเฝ้า แล้วข้างๆ ท่านโชกุนนั่งจะมีห้องเล็กๆ เป็นห้องของบอร์ดี้การ์ดอะ ห้องซามุไรซิ เอาไว้เผื่อมีใครคิดร้ายท่าโชกุน ซึ่งยังไงๆ บอร์ดี้การด์ที่อยู่ใกล้ท่าโชกุนที่สุดก็ป้องกันท่านโชกุนได้ก่อนอยู่แล้ว ในส่วนของห้องพักผ่อนท่าโชกุนก็มีหุ่นขี้ผึ้งแสดงไว้ มีต่ำแหน่งท่านหญิง ตำแหน่งสนม ตำแหน่งคนใช้ต่างๆ จัดแสดงไว้ให้เห็น ชอบที่นี่มากเลย เก่าดี











วันนี้ไปเกียวโต นั่งจากสถานี Shin Immamiya ไปสถานี Osaka ต่อสาย Jr Kyoto Line เพื่อไปเกียวโตลงสถานีเกียวโต วันนี้อากาศหนาวมากเลย มีฝนตกพลัมๆ ด้วยไปถึงก็ไปซื้อตั๋วรถบัสตั๋ววัน วันละ 500 เยน ขอแผนที่รถบัสเค้ามาด้วย ที่นี่โดยมากต้องเที่ยวด้วยรถบัส เริ่มที่แรกไป ปราสาทนิโจ นั่งรถสาย.....ถ้าจำไม่ผิด สาย 9 มั้ง จริง ที่สถานีเกียวโต ตรงท่ารถเค้าจะเขียนไว้เลยว่าสายนี้ไปวัดไหนบ้าง ถ้าไม่แน่ใจถามเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ก็ได้เค้าบอกให้ ค่าเข้าปราสาท 600 เยน
ปราสาทนิโจ โอดะ โนบุนางะ สั้งให้สร้างในปี 1569 แต่เสร็จในยุคโทกุงานวะ อิเอยะสุ ขึ้นครองอำนาจต่อ ชอบที่ปราสาทนิโจมาเลยเพราะ ข้างในยังคงสภาพเก่าไว้ให้เห็น ข้างในห้องต่างๆ มีลวดลายวาดต่างๆ สวยงาม มีทั้งเป็นห้องรูปมังกร รูปพยัคฆ์ปิดทอง สวยงามมัก ปราสาททำด้วยไม้ บริเวณแรกๆ ทีเดินไปถึง พื้นห้องจะมีเสียงเอี๊ยๆ ไม่ว่าจะพยายามเดินเบาเท่าไหร่ก็มีเสียงเพื่อให้คนในปราสาทรู้ว่ามี คนมา ห้องต่างๆ นั้น ห้องที่สำคัญจะมีหุ่นขี้ผึ้งจัดแสดงเช่นห้องว่าการ ก็มีตำแหน่ง โชกุน ตำแหน่งผู้ว่าการต่างๆ ท่านโชกุนจะนั่งห่างกับผู้ เข้าเฝ้า แล้วข้างๆ ท่านโชกุนนั่งจะมีห้องเล็กๆ เป็นห้องของบอร์ดี้การ์ดอะ ห้องซามุไรซิ เอาไว้เผื่อมีใครคิดร้ายท่าโชกุน ซึ่งยังไงๆ บอร์ดี้การด์ที่อยู่ใกล้ท่าโชกุนที่สุดก็ป้องกันท่านโชกุนได้ก่อนอยู่แล้ว ในส่วนของห้องพักผ่อนท่าโชกุนก็มีหุ่นขี้ผึ้งแสดงไว้ มีต่ำแหน่งท่านหญิง ตำแหน่งสนม ตำแหน่งคนใช้ต่างๆ จัดแสดงไว้ให้เห็น ชอบที่นี่มากเลย เก่าดี

ออกมาจากตัวปราสาทก็เดินบริเวณสวนต่อเป็นส่วนกว้างมากสร้างขึ้นเพื่อการเดินเล่นโดยเฉพาะ กว้างจริงๆ กว้างจนดูเหมือนว่าเราจะเดิน สวนทางกับชาวบ้านเค้า เหมือนเราจะเดินย้อนวนไปทางเข้า แทนที่จะเดินวนไปทางออก เพราะอะไรถึงรู้ เพราะว่าไม่เจอร้านขายของฝากนะซิ โฮฮฮ ว่าจะซื้อหนังสือภาพปราสาทนิโจสักหน่อยเพราะเค้าไม่ให้ถ่ายรูปข้างใน เลยไม่ได้ซื้อเลย ไม่เจอร้านเลยลืม ที่นี่ถ้าซากุระบานเต็มที่คงสวยน่าดูเพราะระหว่างทางเห็นต้นซากุระเริ่มพลิดอกเต็มไปหมดเลย บริเวณสวนท่านโชกุนนั้น มีต้นปาลม์ด้วยนะ แต่ว่าเนื่องจากช่วงอากาศหนาวอยู่ ก็เลยมีการใส่เสื้อหนาวให้ต้นปาล์ม หุหุหุ ก็แค่เอาฟางมาพันรอบๆ ต้นปาล์มเอง เหมือนให้ต้นปาล์มจำศีลเลย






เสร็จจากนิโจโจ ก็ไปวัดคิงคะกุจิ (วัดทอง) นั่งรถเมล์สาย 101 มั้ง มาถึงนี่ฝนก็ลงเม็ดซะแล้ว หนาวอะ คนเยอะร่มเต็มไปหมดเลยวัดทองก็ยังสวยเหมือนเดิม หลังจากมาเยี่ยมไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้ซากุระก็ยังไม่บานเต็มที่เช่นเคย เลยได้ชมวัดทองเวอร์ชั่นสายฝน ค่าเข้าวัดทอง 400 เยน
คิงคะกุจิสร้างขึ้นใหม่ในปี 1955 จำลองแบบมาจากของเก่าเมื่ศตวรรษที่ 15 และทำการปิดทองครั้งหลังสุดปี 1987 เป็นอาคารสามชั้น
ชั้นแรกสร้างตามแบบพระราชวัง ชั้นสองสร้างตามแบบบ้านซามูไร ชั้นสามสร้างตามแบบวัดพุทธในนิการเซน วัดหลังเดิมถูกพระภิกษุรูปหนึ่งลอบวางเพลิงจนวอดในปี 1950 ภิกษุรูปนี้เข้ามาบวชเพราะหลงใหลในความงามของวิหารและคิดว่าตนเองจะเข้าถึงแก่นแท้ของความงามได้หากเผาทำลายวัตถุธาตุแห่งความงามนั้นไปเสีย
ชั้นแรกสร้างตามแบบพระราชวัง ชั้นสองสร้างตามแบบบ้านซามูไร ชั้นสามสร้างตามแบบวัดพุทธในนิการเซน วัดหลังเดิมถูกพระภิกษุรูปหนึ่งลอบวางเพลิงจนวอดในปี 1950 ภิกษุรูปนี้เข้ามาบวชเพราะหลงใหลในความงามของวิหารและคิดว่าตนเองจะเข้าถึงแก่นแท้ของความงามได้หากเผาทำลายวัตถุธาตุแห่งความงามนั้นไปเสีย
วันนี้ฝนตก ภาพวัดทองที่สะท้อนลงน้ำนั้นเลยไม่ชัดเลย


จากคิงคะกุจิจะไปต่อวัดนันเซ็นจิ โดยนั่งรถบัส 204 ไปลงที่ถนนนักปราชญ์แล้วก็เดินๆ ไปวัดนันเซ็นจิ ถนนเส้นนี้เค้าว่าข้างทางซากุระสวยมากกกก แต่ท่าจะไม่เห็นเพราะมันยังไม่ค่อยบานกันเลยแถมฝนตกอีก อ้อ ป้ายรถเมล์ที่เกียวโตนี่ พิกกี้ชอบมากเลย มันจะบอกว่ารถสายนี้ อีกกี่นาทีมาถึง ตอนนี้อยู่ที่ไหน มันทำงานได้จริงๆ นะ ไม่ได้โม้ เห็นกับตา เลย สุดยอดดดดสงสัยว่าจะมีเซนเซอร์ติดทีรถบัส..มั้ง หุหุหุ แล้วรถบัสที่นี่นะ ขึ้นทางประตูหลัง ลงตรงประตูหน้า จ่ายเงินตอนออก ตอนรถจอดนะ รถจะค่อยๆ เอียงด้านที่คนขึ้นลงให้เทียบใกล้พุตบาทที่สุดอะแบบระบบไฮโดริก โอ้ววว สุดยอด คนญี่ปุ่นก็จะเข้าแถวขึ้นรถกัน
เราไปถีงถนนสายนักปราชญ์(ถนนพิโลโซเฟีย) ก็... ท่ามกลางสายฝน เห้อ หนาวมากกกก หนาวจับใจ รู้งี้เอาถุงมือกับผ้าพันคอมาด้วยก็ดีอะไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ เดินๆ ไปท่ามกลางสายฝนปรอยปรายและธรรมชาติป่าสน สวยงามมากเป็นเขา แต่ว่า ขาแข็ง มือแข็ง นิ้วเริ่มไร้ความรู้สึก หนาวจับใจ หายใจเป็นควัน โฮฮฮฮ ไม่ได้เตรียมมาหนาวขนาดนี้ สงสัยวัดนี้อยู่บนเขาด้วยแหละ

วัดนันเซ็น นี้เดิมเป็นวัง แต่จักรพรรดิคาเมะยามะ ทรงเลื่อมใสในการนั่งสมาธิ ธรรมะมากจนยกวังส่วนนี้ให้สร้างวัดนันเซ็นขึ้นในปี 1290
ภายในวัดประกอบด้วยวิหารใหญ่หนึ่งหลังกับวิหารเล็กอีก 12 หลัง แต่เปิดให้เข้าชมเพียงสี่หลัง แต่ว่า ถึงจะเปิดให้เข้าขมก็เท่านั้นเพราะเชงเริ่มบอกว่า พิกกี้ เรากลับกันเถอะมันฝนปรอยปราย และหนาวจัด พิกกี้ก็เห็นด้วยถึงแม้ว่าจะเห็นแล้วว่าที่นี่สวยงามขนาดไหนแต่ก็ไม่ไหวเหมือนกันงะ แต่ที่นี่สวยจริงๆ นะ พิกกี้ชอบมากเลย แค่มาถึงตรงปากทางมันยังดูยิ่งใหญ่และสวยมากแม้จะยังไม่เห็นตัววัดเลยก็เถอะ แต่รอบนอกวัดก็อลังการแล้วธรรมชาติ สวยงามมาก เลยว่า พรุ่งนี้ค่อยมากัน ต้องมาให้ได้
ภายในวัดประกอบด้วยวิหารใหญ่หนึ่งหลังกับวิหารเล็กอีก 12 หลัง แต่เปิดให้เข้าชมเพียงสี่หลัง แต่ว่า ถึงจะเปิดให้เข้าขมก็เท่านั้นเพราะเชงเริ่มบอกว่า พิกกี้ เรากลับกันเถอะมันฝนปรอยปราย และหนาวจัด พิกกี้ก็เห็นด้วยถึงแม้ว่าจะเห็นแล้วว่าที่นี่สวยงามขนาดไหนแต่ก็ไม่ไหวเหมือนกันงะ แต่ที่นี่สวยจริงๆ นะ พิกกี้ชอบมากเลย แค่มาถึงตรงปากทางมันยังดูยิ่งใหญ่และสวยมากแม้จะยังไม่เห็นตัววัดเลยก็เถอะ แต่รอบนอกวัดก็อลังการแล้วธรรมชาติ สวยงามมาก เลยว่า พรุ่งนี้ค่อยมากัน ต้องมาให้ได้

กลับโอซาก้า ก่อนกลับ ยังลั้นลาอยู่แถบสถานีเกียวโต มันมีห้างอิเซตัน อยู่ในห้างอุ่นกว่าข้างนอกเยอะเลย ของกินและขนมเค้กเพียบ เค้กสวยๆ เพียบบบบ ชอบอะ เลยซื้อมาแบ่งกันกิน กินแล้วอร่อยสุดๆ เลยแหละ พอดีว่าเรามาถึงสนานีเกียวโตค่องข้างดึก ประมาณ สามหรือสี่ทุ่มนี่แหละ เค้าก็เลยขายข้าวลดราคา ก็เลยถล่าไป ซื้อข้าวกล่องเต้าหูห้อข้าวกับปู (340 เยน) สตอเบอร์รี่ก็ลูกใหญ่ หวาน อร่อยย สุดๆ คือไม่เคยกินสตอเบอรี่รสนี้ที่ไทยเลยอะ(1แพค 497 เยน ) เค้กสตอเบอรี่ให้เลือกมากมายโปะสตอเบอร์รี่ลูกใหญ่ สวยยยย เยอะแยะหลายแบบไปหมดเลย เลือกซื้อมาแบบราคาไม่แพงมากนัก อร่อยยยยยยยย (399 เยนต่อชิ้น) เค้าห่อให้อย่างดีเลยอะ มีน้ำแข็งแห้งให้ด้วย แต่ว่าน้ำแข็งแห้งเค้าก็ใส่กล่องแยกนะ ไม่ได้ใส่มากับตัวอาหารเหมือนบ้านเราโฮฮฮฮ คิดถึงเค้กที่ญี่ปุ่น
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552
29 MAR 2008 NARA OSAKA
29 มีนาคม 2008 ถึงคันไซแล้ว
ถึงโอซาก้าเรียบร้อย รอเชงที่หน้าประตูทางออกแล้วออกไปด้วยกัน เสียเวลาล้างหน้าแปรงฟันในสนามบินนิดหน่อย ออกจากทางออกก็ขึ้น ไปตรงสถานีรถไฟ รอบนี้ซื้อตั๋ว 4 วันของ JR 6000 เยน (ลองเปลี่ยนดูบ้างปีก่อนมาใช้ของรถไฟใต้ดิน) เค้ามีสถานีขายตั๋วอยู่ นักท่องเที่ยว เยอะแฮะ มาต่อแถวซื้อตั๋วกัน ตอนซื้อก็ต้องให้เลขพาสปอร์ดเค้ากับชื่อไป เค้าก็เอาเขียนติดที่ตั๋ว เราออกจากสถามบินด้วยรถไฟสายฮารุกะ เพราะจะเร็วนะถ้าไปสายอื่นอาจจะช้า ไปลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อสาย osaka loop line ลงสถานี Shin Imamiya แล้วเดินหาโรงแรม Chuo
(http://www.hotel-chuo.com/english/location/index.html) ซึ่งพิกกี้เคยมาพักแล้วเลยเดินไปถูก โรงแรมเป็นแบบเรียวกังอยู่ใกล้สถานีเจอาร์ ครั้งที่แล้วซื้อตั๋วของรถไฟใต้ดิน เดินอย่างไกล ค่าที่พักคืนละ 2600 เยนพนักงานโรงแรม Chuo รอบนี้ พูดภาษาไทยได้ด้วยแฮะ เค้าบอกว่าเค้าเคยอยู่เมืองไทย พูดเก่งอีกตะหาก ที่โรงแรม ก็ปรากฎว่าคนไทยเยอะเลยเหมือนกัน สงสัยฮิต พิกเคยมาโรงแรมนี้ตอนปี 2005 คนไทยยังไม่เห็นเจอเลย แต่ตอนนี้เพียบ ฝากของไว้แล้วก็เดินทางต่อไป นาราทันที สองสาวอึด นั่งรถจากสถานี Shin Immamiya ไป สถานี Tennoji นั่ง JR Nara line (JR Kansai Main Line) ไปถึงสถานีนารา ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงมั้งหรือ 45 นาทีจำไม่ได้รู้แต่รู้สึกว่าแป๊บเดียว ออกจากสถานีนารา ก็บ้านเมืองเป็นแบบถนนเล็กๆ น่ารักดี ก็เดินกันไป

จะไปวันโทไดจิ หรือวัดพระใหญ่ อันนี้เรียกกันเอง ตอนเริ่มเดิม มันเริ่มเที่ยว ยังไม่รู้ชะตาตัวเอง ก็เดินๆ กันไป ร่าเริงร้านค้าข้างทาง แต่ว่าอากาศหนาวได้ใจอยู่ ปีก่อนมาโตเกียวช่วงนี้ไม่เห็นหนาวอย่างนี้เลย เดินๆ ไป เฮ้ย เชง มันอีกไกลไหมเนี้ย ก็เดินๆ กันไปจนถึงใกล้ๆ สวนสาธารณะนารา ก็เห็นป้าย วัดโทไดจิ 1 กิโลเมตร หรือ 1.5 ก็จำไม่ได้แต่พอเห็นป้ายเท่านั้น โฮฮฮฮ แถมยังเป็นเนินต้องเดินขึ้นไปอีก สวนสาธารณะนาราเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศญี่ปุ่น มีกวางมาก เพราะเมื่อก่อนมีคนเอามาถวายวัด นักท่องเที่ยวก็ชอบซื้อขนมให้มันกิน เห็นกวางวิงไปมา กระโดดข้ามถนนคนเดินเล็กๆ เท่ห์งะ ก้นกวางน่ารักด้วย ขาวๆ หุหุหุ ชอบ ปกติบ้านเราจะมีป้ายระวังวัวควาย แต่ที่นี้มีป้ายระวังกวาง หุหุหุ เสียดายซากุระยังไม่บาน ไม่งั้นคงสวยมากแน่เลย










ถึงโอซาก้าเรียบร้อย รอเชงที่หน้าประตูทางออกแล้วออกไปด้วยกัน เสียเวลาล้างหน้าแปรงฟันในสนามบินนิดหน่อย ออกจากทางออกก็ขึ้น ไปตรงสถานีรถไฟ รอบนี้ซื้อตั๋ว 4 วันของ JR 6000 เยน (ลองเปลี่ยนดูบ้างปีก่อนมาใช้ของรถไฟใต้ดิน) เค้ามีสถานีขายตั๋วอยู่ นักท่องเที่ยว เยอะแฮะ มาต่อแถวซื้อตั๋วกัน ตอนซื้อก็ต้องให้เลขพาสปอร์ดเค้ากับชื่อไป เค้าก็เอาเขียนติดที่ตั๋ว เราออกจากสถามบินด้วยรถไฟสายฮารุกะ เพราะจะเร็วนะถ้าไปสายอื่นอาจจะช้า ไปลงที่สถานี Tennoji แล้วต่อสาย osaka loop line ลงสถานี Shin Imamiya แล้วเดินหาโรงแรม Chuo
(http://www.hotel-chuo.com/english/location/index.html) ซึ่งพิกกี้เคยมาพักแล้วเลยเดินไปถูก โรงแรมเป็นแบบเรียวกังอยู่ใกล้สถานีเจอาร์ ครั้งที่แล้วซื้อตั๋วของรถไฟใต้ดิน เดินอย่างไกล ค่าที่พักคืนละ 2600 เยนพนักงานโรงแรม Chuo รอบนี้ พูดภาษาไทยได้ด้วยแฮะ เค้าบอกว่าเค้าเคยอยู่เมืองไทย พูดเก่งอีกตะหาก ที่โรงแรม ก็ปรากฎว่าคนไทยเยอะเลยเหมือนกัน สงสัยฮิต พิกเคยมาโรงแรมนี้ตอนปี 2005 คนไทยยังไม่เห็นเจอเลย แต่ตอนนี้เพียบ ฝากของไว้แล้วก็เดินทางต่อไป นาราทันที สองสาวอึด นั่งรถจากสถานี Shin Immamiya ไป สถานี Tennoji นั่ง JR Nara line (JR Kansai Main Line) ไปถึงสถานีนารา ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงมั้งหรือ 45 นาทีจำไม่ได้รู้แต่รู้สึกว่าแป๊บเดียว ออกจากสถานีนารา ก็บ้านเมืองเป็นแบบถนนเล็กๆ น่ารักดี ก็เดินกันไป

จะไปวันโทไดจิ หรือวัดพระใหญ่ อันนี้เรียกกันเอง ตอนเริ่มเดิม มันเริ่มเที่ยว ยังไม่รู้ชะตาตัวเอง ก็เดินๆ กันไป ร่าเริงร้านค้าข้างทาง แต่ว่าอากาศหนาวได้ใจอยู่ ปีก่อนมาโตเกียวช่วงนี้ไม่เห็นหนาวอย่างนี้เลย เดินๆ ไป เฮ้ย เชง มันอีกไกลไหมเนี้ย ก็เดินๆ กันไปจนถึงใกล้ๆ สวนสาธารณะนารา ก็เห็นป้าย วัดโทไดจิ 1 กิโลเมตร หรือ 1.5 ก็จำไม่ได้แต่พอเห็นป้ายเท่านั้น โฮฮฮฮ แถมยังเป็นเนินต้องเดินขึ้นไปอีก สวนสาธารณะนาราเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดใน ประเทศญี่ปุ่น มีกวางมาก เพราะเมื่อก่อนมีคนเอามาถวายวัด นักท่องเที่ยวก็ชอบซื้อขนมให้มันกิน เห็นกวางวิงไปมา กระโดดข้ามถนนคนเดินเล็กๆ เท่ห์งะ ก้นกวางน่ารักด้วย ขาวๆ หุหุหุ ชอบ ปกติบ้านเราจะมีป้ายระวังวัวควาย แต่ที่นี้มีป้ายระวังกวาง หุหุหุ เสียดายซากุระยังไม่บาน ไม่งั้นคงสวยมากแน่เลย



เดินๆ ไปเจอเจดีย์ไม้วัด kokufuji เราเลยได้แวะพักจากกระหน่ำเดิน แต่ว่านะ ลองคิดดูนาราสมัยนั้นพื้นที่กว้างขวางมาก วัดประจำตระกูล แต่ละตระกูลใหญ่โตกว้างขวาง เวลาเค้าเดินเนี้ย ไม่เนื่อยกันหรือไงนะ แต่เพราะกว้างเนี้ยแหละ เลยดูสวยดี
จากวัดนี้ก็เดินอีก เจอศาลเจ้า เล็กๆ ซากุระที่ศาลเจ้านี้บานแล้ว มีงานวัดอยู่ เลยได้กินทะโกยากิอาหารมื้อแรกของเราในญี่ปุ่นกัน โฮะๆๆๆ จริงๆ ของโปรดพิกกี้ด้วย อร่อยดีนะที่โอซาก้านี้ ทะโคยากิ ขึ้นชื่อมากๆ
เดินไปอีกไกลมากกกกกกว่าจะเห็นปากทางวัดโทไดจิ ย้ำ ปากทางนะ ทางถึงวิหารอะ อีก ไกลลลลล ข้างทางนักท่องเที่ยวเริ่มเยอะ กวางก็ถี่ตามคน หุหุหุ มันมาขอของกินอะ เชงโดนด้วย ถือกระดาษแผนที่อยู่ลมพัดปลิว ปลิวไปให้กวางเก็บได้มันก็กินกระดาษนะซิ เชงก็ ไปแย่งกระดาษ ดึงมากระดาษขาดเลย กวางก็ไม่ยอม เข้ามากินแผ่นอื่นในมือเชงอีก ฮ่าๆๆๆ อย่างฮา เสียดายคว้ากล้องไม่ทัน


บริเวณวัดกว้างขวางใหญ่โตสวยงามมากเลย เพราะอยู่ที่สูงนี่เอง วัดโทไดจิเป็นสถาปัตยกรรมสมัยคามาคุระ สร้างขึ้นปี พ.ศ.1286 มีพระไวโรจนะ สูง 16 เมตร เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดที่มีขนาดใหญ่ที่ สุดในโลกประดิษฐานในไดบุตสึเต็ง(วิหาร)ซึ่งปัจจุบันมีขนาดเพียง 2 ใน 3 ของหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้ไปแต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นวิหารไม้ที่ใหญ่ที่ สุดในโลกอยู่ดี
ข้างในจะมีเสาต้นนึง มีรู เห็นเด็กๆ ต่อแถวรอรอดรูนั้นอยู่ เค้าว่ากันว่า ถ้าได้รอดรูนี้จะได้กลับมาที่นี่อีก (อีกแล้ว คตินี้) ค่าเข้าวัด 500 เยน

เสร็จออกมา ว่าจะไปหอกุมภาพันธ์และหอมีนาคมสักหน่อย แต่ดูท่าแล้วเวลาจะไม่พอ เพราะนัดยูทากะไว้ตอนบ่ายสามตอนนี้ บ่ายสองครึ่งแล้ว เลยต้องรีบเจ้นกลับอีก ว่าจะขึ้นรถบัสกลับแล้วนะ แต่ไม่รู้สายแฮะว่าต้องนั่งสายไหน เลยเดินกลับกัน ระหว่างทางแดดเริ่มออก มีศิลปิน มานั่งสเก็ตรูปด้วย

กลับโอซาก้า ก็โทรบอกยูทากะเลื่อนนัดเป็นสัก สี่โมงกว่า ๆ นะ เจอกันที่สถานี Morinomiy แล้วต่อไปสถานี osakajo koenเพื่อไปปราสาทโอซาก้า ยูทากะจะพาชมปราสาทโอซาก้า แต่เสียดายที่ซากุระยังไม่ค่อยบานเลยที่คันไซทางไปปราสาทโอซาก้าก็เช่นเดิมเป็นสวนสาธารณะใหญ่โต เดินวนๆ ไปเรื่อยๆ เช่นเดิมตามแพลนของปราสาทญี่ปุ่นจากปากทางเข้าจะเห็นปราสาทอยู่ลิปๆ แล้วก็เดินเข้าไปซิ แต่รอบนี้มารถไฟของเจอาร์เลยเดินไม่ไกลมากนัก ค่อยยังชั่ว บริเวณที่เดินไปปราสาท เริ่มมีเหมือนพวกขายของงานวัดขาย พิกกี้กับเชงหิวจัดเลย เพราะตั้งแต่มากินแค่ทะโคยากิ เราเลยได้ กินไก่ย่างถ่าน อร่อยสุดๆ ไก่ย่างถ่าน อร่อยยยย แล้วข้างทางก็วมีแสดง ต่างๆ ด้วย มีแสดงลิง แสดงคนควงคฑาไฟ



ระหว่างทางเดินก็ผ่านโอซาก้าโจฮอล์ มีวงโทโฮชินกิ(ดองบานชิกิ หุหุหุ) มาเล่นคอนเสริต์พอดี น้องของเชงชอบ เลยได้ไปต่อแถวซื้อของให้เฉยเลยแฮะ หุหุหุ มีรถโปรโมทของแต่ละคนด้วย
เสร็จยูทากะพาไปเลี้ยงข้าวเย็นที่ แถวๆ โอซาก้าทาวเวอร์ ปรากฎเป็นแถวๆ ด้านหลังโรงแรมเรานั้นเอง เพิ่งรู้ว่าโอซาก้าก็มีโอซาก้าทาวเวอร์ด้วย แต่มันไม่สูงนี่เอง
BKK-KIX 28 MAR 08
โฮะๆๆๆ ก่อนที่มันจะน๊อครอบ 1 ปี รีบบันทึกก่อนดีกว่า โฮะๆๆๆๆ
เดินทางคืนวันที่ 28 มีนาคม 2008 BKK-KIX
ไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้มีเพื่อนเดินทางเป็นน้องเชง โฮะๆๆๆๆ รอบนี้รู้สึกดีใจจะได้มีเพื่อนร่วมทริปไปญี่ปุ่นกัน
ตอนไปถึงก็ลุ้นมากมายเพราะเครื่องเต็มมาก เสี่ยงจะไม่ได้ไปสูงมาก แต่ก็โชคดีที่ผู้โดยสารครอบครัวนึงไม่ยอมนั่งแยกกัน เค้าก็เลยยอมไปไฟท์ถัดไป พิกกี้กับเชงก็เลยได้ไป แต่ต้องนั่งแยกกันเพราะเครื่องเต็มมากเราต้องไปนั่งปะ
เครื่องออก 22.30 รอ stand by ได้ตั่วตอน 22.20 ดู ๆๆๆ ดูทำกันได้ ได้ตั๋วปุ๊บวิ่งงงง ใบออกเมืองก็ยังไม่ได้เขียนเพราะจะได้ตอนได้ตั๋ว นโยบายใหม่แฮะ
วิ่งไปที่ตรวจคนออกเมือง โอ้ว คนเป็นแสน ทำไงดีฟระ เลยทำหน้าโง่ๆ วิ่งๆ ไปมาให้ยามเห็นยามเลยเรียกก็บอกว่า เนี้ย เพิ่งได้ตั๋วเครื่องจะออกแล้วอะยามก็เลยฃ่วย ลัดคิวไปเครื่องที่ไม่มีคนนั่งทำงาน กรอก แล้วมีเจ้าหน้าทีคนนึงมาช่วยถ่ายรูป ตรวจคนออกเมืองให้
เสร็จก็วิ่งงงง กันไปเกทอีก โฮฮฮ ไกลอะ เหนื่อยมาก วิ่งกันแบบ สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีบ้างไหม ได้เดินธรรมดาเชยชมแกร แต่ก็บอกเชง ไม่ต้องรีบมากก็ได้เพราะยังไงเค้าก็รอ แหม่ะ ดูเดะ ยังไม่สำนึก เอ้าก็มันเนื่อยงะ ถึงประตูตรวจของเหลว ตรวจต่างๆ ก็ขอๆ เค้าลัดๆ ไปอีก เห้อ...... ชีวิตอันรีบเร่ง พอไปถึงเค้าก็เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องอยู่ ขึ้นยังไม่หมด แต่ก็เกือบหมดแล้ว แต่เราก็มีเวลาวิ่งไปห้องน้ำกลับมากันทัน
ขาไปได้นั่งข้างคนญี่ปึ่นคนนึง โอ้วแม่เจ้า พิกกี้ขึ้นไปก็ช้าแล้ว เหนื่อยอีก ยังหอบอยู่เลย ไปนั่งข้างเค้า ก็ถอดๆ รองเท้าเขี่ยๆ ไป แอร์เอาผ้าเช็ดมือมาให้ก็เช็ดๆ แล้วก็ว่างแปะๆ ไว้ที่วาง ตอนเสริฟของกินก็ว่าจะไม่กินแล้วเพราะจำได้ครั้งก่อน มัวแต่กินเลยเสียเวลานอนตอนเช้าเค้าก็แจกของว่างอีก ค่อยกินของว่างก็ได้จะนอน แต่ว่า..... รอบนี้น่ากินงะ เลยกิน ดีนะที่กินเพราะตอนเช้าเค้าไม่แจกแล้ว (ฉนั้น คติใหม่คือ อย่าหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า หรือไม่ก็ ไม่รู้อะไรให้ถามว่าตอนเช้าจะเสริฟไหม)
แล้วตอนเช้าพิกกี้ก็เห็นคนญี่ปุ่นที่นั่งข้างพิกกี้ เค้าดูมารยาทดีมากกกกก เรียบร้อย เค้าพับผ้าห่ม ซึ่งพิกกี้ขยุ่มๆ ไว้ รองเท้าเค้าก็ถอดสลิปเปอร์แล้วจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย แอร์แจกผ้าอุ่นเค้าก็เช็ดเสร็จก็พับวางไว้ที่วาง พิกกี้ก็ โอ้ววว รับผ้าอุ่นมาเช็ดเสร็จก็พับวางเรียนแบบ แต่คงแหลไม่ทันแล้วแหละ มะคืนนั้น เค้าคงเห็นมารยาทที่แท้จริงพิกกี้ไปแล้ว โฮะๆๆๆ แต่ว่าจะเกรงใจเค้าทำไมเนี้ย หุหุหุ ก็แค่เค้าเป็นผู้ชายพิกกี้เป็นผู้หญิงมารยาทอันแตกต่างนั้นเอง อึกๆๆๆ
เดินทางคืนวันที่ 28 มีนาคม 2008 BKK-KIX
ไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้มีเพื่อนเดินทางเป็นน้องเชง โฮะๆๆๆๆ รอบนี้รู้สึกดีใจจะได้มีเพื่อนร่วมทริปไปญี่ปุ่นกัน
ตอนไปถึงก็ลุ้นมากมายเพราะเครื่องเต็มมาก เสี่ยงจะไม่ได้ไปสูงมาก แต่ก็โชคดีที่ผู้โดยสารครอบครัวนึงไม่ยอมนั่งแยกกัน เค้าก็เลยยอมไปไฟท์ถัดไป พิกกี้กับเชงก็เลยได้ไป แต่ต้องนั่งแยกกันเพราะเครื่องเต็มมากเราต้องไปนั่งปะ
เครื่องออก 22.30 รอ stand by ได้ตั่วตอน 22.20 ดู ๆๆๆ ดูทำกันได้ ได้ตั๋วปุ๊บวิ่งงงง ใบออกเมืองก็ยังไม่ได้เขียนเพราะจะได้ตอนได้ตั๋ว นโยบายใหม่แฮะ
วิ่งไปที่ตรวจคนออกเมือง โอ้ว คนเป็นแสน ทำไงดีฟระ เลยทำหน้าโง่ๆ วิ่งๆ ไปมาให้ยามเห็นยามเลยเรียกก็บอกว่า เนี้ย เพิ่งได้ตั๋วเครื่องจะออกแล้วอะยามก็เลยฃ่วย ลัดคิวไปเครื่องที่ไม่มีคนนั่งทำงาน กรอก แล้วมีเจ้าหน้าทีคนนึงมาช่วยถ่ายรูป ตรวจคนออกเมืองให้
เสร็จก็วิ่งงงง กันไปเกทอีก โฮฮฮ ไกลอะ เหนื่อยมาก วิ่งกันแบบ สนามบินสุวรรณภูมิ จะมีบ้างไหม ได้เดินธรรมดาเชยชมแกร แต่ก็บอกเชง ไม่ต้องรีบมากก็ได้เพราะยังไงเค้าก็รอ แหม่ะ ดูเดะ ยังไม่สำนึก เอ้าก็มันเนื่อยงะ ถึงประตูตรวจของเหลว ตรวจต่างๆ ก็ขอๆ เค้าลัดๆ ไปอีก เห้อ...... ชีวิตอันรีบเร่ง พอไปถึงเค้าก็เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องอยู่ ขึ้นยังไม่หมด แต่ก็เกือบหมดแล้ว แต่เราก็มีเวลาวิ่งไปห้องน้ำกลับมากันทัน
ขาไปได้นั่งข้างคนญี่ปึ่นคนนึง โอ้วแม่เจ้า พิกกี้ขึ้นไปก็ช้าแล้ว เหนื่อยอีก ยังหอบอยู่เลย ไปนั่งข้างเค้า ก็ถอดๆ รองเท้าเขี่ยๆ ไป แอร์เอาผ้าเช็ดมือมาให้ก็เช็ดๆ แล้วก็ว่างแปะๆ ไว้ที่วาง ตอนเสริฟของกินก็ว่าจะไม่กินแล้วเพราะจำได้ครั้งก่อน มัวแต่กินเลยเสียเวลานอนตอนเช้าเค้าก็แจกของว่างอีก ค่อยกินของว่างก็ได้จะนอน แต่ว่า..... รอบนี้น่ากินงะ เลยกิน ดีนะที่กินเพราะตอนเช้าเค้าไม่แจกแล้ว (ฉนั้น คติใหม่คือ อย่าหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า หรือไม่ก็ ไม่รู้อะไรให้ถามว่าตอนเช้าจะเสริฟไหม)
แล้วตอนเช้าพิกกี้ก็เห็นคนญี่ปุ่นที่นั่งข้างพิกกี้ เค้าดูมารยาทดีมากกกกก เรียบร้อย เค้าพับผ้าห่ม ซึ่งพิกกี้ขยุ่มๆ ไว้ รองเท้าเค้าก็ถอดสลิปเปอร์แล้วจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย แอร์แจกผ้าอุ่นเค้าก็เช็ดเสร็จก็พับวางไว้ที่วาง พิกกี้ก็ โอ้ววว รับผ้าอุ่นมาเช็ดเสร็จก็พับวางเรียนแบบ แต่คงแหลไม่ทันแล้วแหละ มะคืนนั้น เค้าคงเห็นมารยาทที่แท้จริงพิกกี้ไปแล้ว โฮะๆๆๆ แต่ว่าจะเกรงใจเค้าทำไมเนี้ย หุหุหุ ก็แค่เค้าเป็นผู้ชายพิกกี้เป็นผู้หญิงมารยาทอันแตกต่างนั้นเอง อึกๆๆๆ
ละครเล็กๆ ในเพลงช้าที่แดนซ์จนน่ารัก
เพลง paradoxมีละครน่ารักๆ เล็กๆ (แต่ว่าเกี่ยวกับเนื้อเพลงตรงไหนฟระ)
รู้แต่ริวตีบทแตกกระจุย ตกใจได้น่ารักสมจริงมากๆ เอะ หรือมันจริงไม่ได้แสดงฟระ
เต้นๆ อยู่ ชาวบ้านยกมือประมาณว่า ฉันๆๆๆ เงยหน้ามาตกใจ เอะ


รู้แต่ริวตีบทแตกกระจุย ตกใจได้น่ารักสมจริงมากๆ เอะ หรือมันจริงไม่ได้แสดงฟระ
เต้นๆ อยู่ ชาวบ้านยกมือประมาณว่า ฉันๆๆๆ เงยหน้ามาตกใจ เอะ

ฉันด้วยๆๆๆ ยกมือตามแต่พอยกมือ ชาวบ้านก็รุมกันชี้ที่ริว
ริวก็ปฏิเสธใหญ่เลย

ละครฉากเล็กจบ แต่เคตะก็ยังมองริวด้วยสายตาเอ็นดู โฮะๆๆๆ (แคปยากอะได้อย่างนี้มาอะ)
จะสรุปว่าไงดี บับว่า มันเกี่ยวกับเนื้อเพลงตรงหนายอะ มันเป็นท่อนที่
ไม่ว่ายิ้มที่ให้แก่ใคร น้ำตาที่ให้แต่เธอเห็น ก็ยังเป็นฉันเหมือนกันใบหน้าที่ไม่หลอกลวง จากนี้ไป เธอยังจะมองออกได้เพียงไหน
ละครมันเกี่ยวตรงหนายยย เอะ หรือเป็นตอนที่สัมภาษแล้วเคะเรียวเฮเคยบอกว่าตอนมาอยู่โตเกียวใหม่ๆ ริวอิจิร้องให้คิดถึงบ้านด้วย .............. เฮ้ย ไม่เห็นเกี่ยวเค้าเข้าไม่ถึงงงง ความหมายมัน เค้าอาร์ทไม่พอชิมิ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















